ผีปะกำอาเจียง หรือ ผีปะกำ ซึ่งเป็นผีบรรพชนและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ในวิถีชีวิตชาวส่วยหรือชาวกูย กลุ่มชาติพันธุ์พื้นถิ่นที่มีอาชีพจับช้างและเลี้ยงช้าง ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งคำว่า "ปะกำ" แปลว่าบ่วงบาศ กับ "อาเจียง" แปลว่าช้าง รวมกันจึงแปลว่า "บ่วงบาศคล้องช้าง" ชาวกูยเชื่อว่าผีปะกำจะสิงสถิตอยู่ในหนังปะกำหรือเชือกปะกำที่ใช้คล้องช้าง ซึ่งทำจากหนังวัวหรือหนังควายและเครือไม้ (ภาษากูยเรียกอะวาลแปรง) นำมาฟั่นเป็นเกลียวเชือกมีความยาว 40 เมตรขึ้นไป ปลายเชือกข้างหนึ่งทำปลอกคู่เป็นบ่วงบาศ มีไว้สำหรับคล้องช้าง ชาวกูยหรือชาวส่วยที่มีการสืบทอดความเชื่อเกี่ยวกับผีปะกำจะทำการสร้างศาลผีปะกำให้ผีปะกำประทับอยู่ โดยมากสร้างอยู่ทางทิศตะวันออกของเรือน เป็นศาลมุงหลังคา มีสี่เสา สูงจากพื้นพอประมาณเพื่อป้องกันไม่ให้เชือกปะกำเสียหายจากความชื้นและสัตว์เลี้ยง บางหลังคาเรือนก็นำขึ้นไปเก็บไว้บนบ้านโดยจังห้องหรือสถานที่สำหรับวางเชือกปะกำเพื่อทำพิธีไหว้บูชาอย่างเป็นสัดส่วน นับถือประดุจพระประจำบ้านสิ่งศักดิ์ประจำเรือน ส่วนใหญ่จะพบว่าผู้ที่จะปรนนิบัติหรือเป็นผู้นำประกอบพิธีบวงสรวงผีปะกำจะเป็นผู้หญิงที่ได้รับความเชื่อถือจากลูกหลานและเครือญาติ
ระบบความเชื่อเรื่องผีปะกำสะท้อนให้เห็นถึงระบบอำนาจของผู้อาวุโสในสายตระกูลได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ ความเชื่อเรื่องผีปะกำเป็นคติความเชื่อในลักษณะการถ่ายโอนอำนาจจากผีบรรพบุรุษไปสู่ผู้อาวุโสในสายตระกูล ทำให้ผู้อาวุโสได้รับความเคารพเชื่อฟังจากสมาชิกในตระกูล เป็นผู้นำในการประกอบพิธีเซ่นสรวงผีปะกำ รวมทั้งเป็นผู้ที่มีอำนาจสั่งการทุกอย่างในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับผีปะกำ คติความเชื่อเรื่องผีปะกำยังมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างสังคมส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบทางโครงสร้างเศรษฐกิจและการควบคุมการใช้ทรัพยากรของชุมชน บทบาทของเพศชายและเพศหญิง การจัดระเบียบครอบครัว เครือญาติและสายตระกูล ตลอดจนคติความเชื่อของคนในท้องถิ่นพิธีกรรมความเชื่อเรื่องผีปะกำที่ดำรงอยู่ในชุมชนทุกวันนี้ ยังคงทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนใน ระดับ คือ ระดับครอบครัว และระดับปัจเจกบุคคล ในระดับครอบครัว
ปัจจุบันการถ่ายทอดองค์ความรู้จะถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ระบบครอบครัวและเครือญาติผู้นับถือเท่านั้น และปัจจุบันลูกหลานรุ่นหลังมีทั้งส่วนที่ให้ความสำคัญและไม่ให้ความสำคัญ ที่ผ่านมาพบว่ามีการเลิกนับถือและมีการนำเอาเชือกปะกำไปทำประโยชน์อย่างอื่นเช่น ใช้ทำเป็นเชือก หรือนำไปขายให้กับพ่อค้าที่นิยมทำเครื่องรางของขลัง ถ้าหากไม่ส่งเสริมหรือมีมาตรการในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือต่อยอดให้วัฒนธรรมนี้คงอยู่ ต่อไปอาจจะลดจำนวนผู้ปฏิบัตินับถือลงและสูญหายไปตามกาลเวลา เหมือนดังเรื่องราวทางประวัติบุคคลสำคัญที่เคยเป็นปะกำช้างหรือเรื่องราวที่บรรพชนเคยสร้างไว้ลูกหลานรุ่นปัจจุบัน
เลขที่ : ต. ไพรบึง อ. ไพรบึง จ. ศรีสะเกษ 33180
- ธีรพงศ์ สงผัด
- นางจุฑามณี รุ้งแก้ว : มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ : 2566 Open Call
-